วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

เพลงเกิดขึ้นอย่างไร

เธอ มาจากไหน เธอจะเป็นใคร ฉันไม่เคยคิด
รู้ แต่บัดนี้ เธอมาสถิต มาอยู่ใกล้ชิด ในดวงใจฉัน
เธอ มาจากไหน จากดินผืนใด หรือจากสวรรค์
ฉัน ก็จะรัก รักเธอเท่ากัน ไม่เคยจะหวั่น แม้คำนินทา
คนเดียวเท่านั้น ในชีวิต คนเดียวสนิท แนบอุรา
คนเดียว ที่ฉันบูชา ที่ปรารถนา คนเดียวในโลก
เธอ มาจากไหน เธอจะเป็นใคร ฉันถือเป็นโชค
แม้ รักเธอแล้ว ฉันต้องเศร้าโศก เป็นคนโชคร้าย ในโลกก็ยอม..

ด้วยความชอบคุณศรีไศล สุชาติวุฒิ ครวญเพลงนี้ เธอครวญได้ละห้อยหาจริงๆค่ะ 
ตามความหมายของเพลง ถ้าฟังยามตกอยู่ในอารมณ์รักใครสักคน หลับหูหลับตาร้ากกก ก็คงจะซาบซึ้ง ซาบซ่านปานแดดิ้น..
แต่ถ้าฟังอีก ณ อารมณ์หนึ่ง แบบอยากจะขวางคนไปทั่วโลก.. คงขัดหูขัดตากับความหมายตอนท้ายๆ..


แม้ รักเธอแล้ว ฉันต้องเศร้าโศก เป็นคนโชคร้าย ในโลกก็ยอม..
จริงหรือ.. กับการที่ยอมให้ตัวเองดูแย่เช่นนั้น??..

ถึงแม้ด้วยความที่เพลงก็คือเพลง แต่งด้วยถ้อยคำที่สละสลวยคล้องจองสวยงาม แต่วูบหนึ่ง ถ้าคิดถึงหลักความเป็นไปได้แล้ว เคยนึกสงสัยบ้างไหมคะ??

คุณล่ะคะ?? เคยฟังเพลงเดียวด้วยความรู้สึกหลายอารมณ์หรือเปล่า ??
เช่น.. วันนี้ฟังเพลงนี้เพราะ แทบจะลอยหลุึดโลก แต่อีกวันกลับไม่ใช่..

ป้าโซอาจจะตั้งกระทู้ขัดกับอารมณ์คนฟังเพลงอย่างซาบซึ้งมาตลอด.. แต่ด้วยความอยากรู้เท่านั้นค่ะ ถ้าไปขัดกับอารมณ์สุนทรีย์ของใครก็ขออภัยด้วยนะคะ..


ปล. ถ้าจะให้ง่ายกับการโพสต์ ก็ลองยกมาหนึ่งเพลงที่เคยฟังแล้วแตกต่างตามอารมณ์สิคะ..

การท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่

แนะนำการท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่

Bangla VersionEnglish VersionThai Versionเชียงใหม่เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา หรือไทยล้านนา ซึ่งเป็นอาณาจักรแรกๆที่แยกตัวออกมา โดยรู้จักกันในนาม สามเหลี่ยมทอง ซึ่งประสบความสำเร็จในการเป็นศูนย์กลางทางศาสนา วัฒนธรรม และสินค้าต่างๆจนถึงปีค.ศ. 1556 ก่อนที่พม่าจะเข้ามายึด จนในปี ค.ศ. 1775 ได้ขับไล่พม่าออกไป จึงได้เข้ามารวมเป็นส่วนหนึ่งของภาคเหนือของไทยอีกครั้ง ด้วยความที่เชียงใหม่มีขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ วัดวาอารามซึ่งสร้างตั้งแต่สมัยปี ค.ศ. 1300 ทิวทัศน์อันงดงาม ผลไม้แสนอร่อยอย่างเช่น แอปเปิ้ล พีช และสตรอเบอรี่ อากาศที่เย็น และหญิงสาวที่สวยงาม เชียงใหม่จึงได้ถูกขนานนามว่าเป็นดั่งแดนสวรรค์

สมัยก่อน เชียงใหม่เหมือนถูกแยกออกมาเป็นอีกพื้นที่หนึ่งเมื่อเดินทางมาจากกรุงเทพ คุณจะเดินทางมาที่นี่ได้โดยทางแม่น้ำ หรือไม่ก็ขี่ช้างมา ซึ่งใช้เวลานานเป็นหลายอาทิตย์ในการเดินทาง โดยเป็นแบบนี้จนถึงปลายปีค.ศ. 1920 นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เชียงใหม่มีเสน่ห์ในตัวเองอย่างมาก ผุ้คนที่นี่มีภาษาถิ่นของตนเอง มีขนบธรรมเนียม งานฝีมือ ประเพณี การร่ายรำ และอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ นักท่องเที่ยวที่มามักหลงเสน่ห์ของที่นี่เมื่อได้เข้ามาเยี่ยมเยือน สถาปัตยกรรมของที่นี่มีการรวมกันของศิลปะแบบมอญ พม่า ศรีลังกา และ ล้านนาไทย และยังมีงานไม้ที่สลับซับซ้อน เช่น ขั้นบันได เป็นต้น.

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่

แนะนำการท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่
แนะนำการท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ในตัวเมืองมีวัดใหญ่ๆหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ วัดเชียงแมน ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุด อีกที่หนึ่งคือ วัดเจดีย์หลวง หรือครึ่งหนึ่งพังลงไป เพราะแผ่นดินไหวในปีค.ศ. 1545 วัดพระสิงห์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงส์ ซึ่งถูกพบในปีค.ศ. 1345 วัดกู่เต้าซึ่งมีเจดีย์ทำด้วยกระเบื้อง วัดสวนดอก ซึ่งเป็นอารามของวัดอุโมงค์ ซึ่งสร้างขึ้นในสวนของราชวงศ์ล้านนาไทย ที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 วัดที่สำคัญที่สุดและมองเห็นง่ายที่สุดคือ วัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นจุดเด่นที่สามารถมองลงมาเห็นตัวเมืองทั้งหมดได้ อยู่ห่างจากตัวเมือง 15 กิโลเมตร ที่นี่ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เป็นพุทธศาสนิกชนให้มาที่นี่ได้ในหลายปีที่มาผ่านมา ในการที่จะไปที่นี่ คุณต้องขึ้นเขาไปประมาณ 12 กิโลเมตรด้วยถนนที่คดเคี้ยว โดยเริ่มต้นที่สวนสัตว์เชียงใหม่ และเดินขึ้นบันไดไป หากคุณไม่อยากเดินก็สามารถนั่งรถขึ้นไปได้ซึ่งคุณก็จะสนุกไปกับการชมทิวทัศน์อันงดงาม

อย่างอื่นที่น่าทำนอกเหนือจากไปเที่ยวชมวัด ก็คือ ไปช้อปปิ้งที่ตลาดและศูนย์การค้า โดยคุณสามารถเลือกซื้อ ของเก่า อัญมณี ไปป์ยาสูบ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย งานจักรสาน เครื่องเงิน ศิลาดล เครื่องเงิน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเคลือบ ไม้แกะสลัก และ ร่มกันแดด คุณสามารถไปดูเวลาที่คนงานประดิษฐ์งานเหล่านั้นขึ้นมาได้ด้วยตาของคุณเอง นอกจากนี้คุณยังสามารถไปที่ บ่อสร้าง ซึ่งเป็นหมู่บ้านในเขตชานเมืองด้วย เมื่อคุณช้อปปิ้งเสร็จแล้ว คุณก็สามารถไปพักผ่อนที่บ่อน้ำแร่ ที่ สันกำแพง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง 36 กิโลเมตร น้ำแร่ที่นี่มีแร่กำมะถันอยู่มาก ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงร่างกาย

เทศกาลต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่

งานเทศกาลประจำปีที่เชียงใหม่ มีอยู่หลายงานด้วยกัน ในที่นี้จะกล่าวถึง 3 เทศกาลด้วยกัน งานแรกคือ งานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งจะเริ่มจัดในสุดสัปดาห์แรก ของเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี งานเป็นเป็นการเฉลิมฉลองการบานของดอกไม้ในเขตร้อนและเขตอบอุ่น มีการแห่เรือและขบวนพาเหรดในงานด้วย งานที่ 2 คือ งานเทศกาลสงกรานต์ ในช่วงวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี นี่เป็นงานฉลองปีใหม่ของไทย โดยงานจะมีการจัดขึ้นทั้งหมด 3 วัน มีการทำบุญตักบาตร และ ขบวนแห่นางสงกรานต์ การร่ายรำ และกิจกรรมอื่น รวมถึงการรดน้ำให้กันอย่างเป็นมิตร งานสุดท้ายคือ งานเทศกาลลอยกระทง ปกติจะจัดช่วงกลางเดือน พฤศจิกายน โดยจะตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 เป็นงานที่น่าสนใจที่สุด เพราะคุณจะได้เห็นผู้คนต่างนำกระทงใบตอง ปักธูปเทียน ดอกไม้ และใส่เศษสตางค์ ลอยลงแม่น้ำไป เพื่อเป็นการบูชาพระแม่คงคา และลอยสิ่งร้ายๆออกไปจากชีวิตของตน

หากคุณมีเงินมากพอในขณะที่คุณอยู่เชียงใหม่ในช่วงเทศกาลดังกล่าว คุณจะสามารถเห็นมุมที่ดีที่สุดในเทศกาลนั้นๆได้ ที่นี่มีโรงแรมตั้งแต่ระดับชั้นหนึ่ง ไปจนถึง โรงแรมราคาประหยัด ซึ่งมีห้องปรับอากาศสบายๆไว้ให้บริการพวกคุณเป็นอย่างดี สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีงบจำกัด คุณคงจะอยากที่จะพักในเกสเฮ้าส์มากกว่า เนื่องจากราคาที่ไม่แพงนัก หากคุณตัดสินใจจะพักนอกเชียงใหม่ คุณก็สามารถไปพักได้ที่ แม่สา ซึ่งคุณสามารถเข้าพักในบังกะโล รีสอร์ท หรือกระท่อมได้ คุณสามารถหาไกด์นำเที่ยวได้ที่สำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่

ที่เชียงใหม่มีร้านอาหาร จีน อิตาเลียน ฝรั่งเศส เยอรมัน และมุสลิม ให้คุณได้เลือกลิ้มลองตามความต้องการ และยังมีร้านเสต็กแบบอเมริกัน ร้านแซนวิช อาหารฟาสฟู้ดส์ ผับ และ ร้านอาหารมังสวิรัติด้วย นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟ สำหรับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟหรือชา หากคุณอยากลองอาหารพื้นเมือง สิ่งที่คุณควรลอง คือ แหนม และข้าวซอย นักท่องเที่ยวหลายคนชอบที่จะรับประทานอาหารเย็นแบบขันโตกโบราณ พร้อมกับดูการฟ้อนรำแบบทางเหนือไปด้วย

แผนที่จังหวัดเชียงใหม่

ข้อมูลแผนที่ ©2011 Tele Atlas - ข้อกำหนดในการให้บริการ

ที่พักในจังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่มีโรงแรมอยู่มากมายและมีทุกระดับราคา ลองไปพักที่ โรงแรม อิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่ หรือ โรงแรม รอยัลปริ๊นเซส ก็ได้

การเดินทางในเชียงใหม่ หรือเดินทางไปเชียงใหม่

คุณสามารถสนุกไปกับการชมเมืองโดยการเดินเท้า เนื่องจากเชียงใหม่มีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก หากคุณไม่อยากเดินก็สามารถขึ้นรถประจำทาง มินิบัส หรือรถสามล้อก็ได้ หรือคุณอาจจะจ้างไกด์นำเที่ยว ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลการเดินทางให้คุณด้วยก็ได้ หรือคุณอาจจะเช่ามอเตอร์ไซค์เป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ก็ได้เช่นกันกัน ถ้าคุณอยากไปเที่ยวที่กรุงเทพ คุณสามารถเดินทางไปได้หลายทาง คุณเดินทางไปได้ทั้งทางรถไฟ รถทัวร์ และเครื่องบิน ถ้าไปทางเครื่องบิน จะใช้เวลาประมาณ 55 นาที ด้วยเครื่องบินโบอิ้งของการบินไทย ถ้าคุณอยากใช้บริการรถทัวร์ ซึ่งจะแล่นไปตามถนน พหลโยธิน จะใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง หรือหากเป็นทางรถไฟ จะใช้เวลาประมาณเกือบ 14 ชั่วโมงในการเดินทาง

ไวยากรณ์อังกฤษ


ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษกับคำถามที่ถามบ๊อยบ่อย

  • ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษยากไหม
  • หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเบื้องต้นมีอะไรบ้าง
  • โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษซับซ้อนแค่ไหนกัน
  • และอื่น ๆ……จิปาถะ
คำตอบคือ อย่าถามมากแต่ศึกษาให้มากจะรู้เอง อิ ๆ ล้อเล่นคร้าบ การเรียนไวยากรณ์นั้นเหมือนกับการทำอะไรต่อมิอะไรละครับ เอ้าเป็นงัยเล่า อ้าวก็เริ่มจากระดับง่าย ๆ ก่อนไง เหมือนกับการขึ้นตึกสิบชั้น ต้องเิ่ริ่มที่บันไดขั้นแรกแล้วไปทีละก้าวนั่นแหละ (ยกเว้นขึ้นลิฟต์)
ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเนี่ยเป็นอะไรที่นักเรียนไม่ชอบเอาเสียเลย สาเหตุเพราะหลายคนคิดว่าย๊ากยาก มันก็เลยยากอย่างที่เราคิดจริง ๆ ด้วย เพราะเมื่อเราคิดดังนั้น เราก็ไม่คิดที่จะศึกษากันอย่างจริง ๆ จัง แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ถ้าเราคิดว่ามันคงไม่ยากหรอก ถ้ายากคงไม่มีใครเรียนรู้เรื่องเป็นแน่แท้ หากเรามีความคิดเช่นนี้ สมองก็จะสั่งการว่าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้ ฮ่า ๆ และเราก็ทำได้จริง ๆ ด้วย
มีคำพูดหนึ่งที่ทุกคนควรเอาอย่างคือ “อะไรก็ตามแต่ที่มนุษย์คนหนึ่งทำได้ มนุษย์คนอื่นก็ทำได้ด้วย”


ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษยากไหมคะ

อย่างที่บอกครับ มันไม่มีอะไรยากหรือง่ายจนเกิน ถ้ามันยากทุกคนก็ทำไม่ได้ ถ้ามันง่ายทุกคนก็ทำได้สิครับ มันเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ถ้าลงมือทำ การเดินทางออกนอกโลกเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เขาก็ทำมาแล้ว นับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้  วิธีการคือควรเริ่มเรียนรู้จากอันง่าย ๆ ทำความเข้าใจจากระดับพื้นฐาน หรือระดับเบสิกนั่นแหละ นักเรียนส่วนใหญ่ที่เห็นว่าไวยากรณ์เป็นเรื่องยาก ก็เพราะว่าไปเรียนอันที่มันยาก ๆ มันก็ยากซิครับ เหมือนกับให้เด็กน้อยยกกระสอบข้าวไง เด็กที่ไหนจะยกได้ เมื่อทำไม่ได้ก็ท้อและไม่สนใจในที่สุด สุดท้ายก็เกลียดมันไปเลย
เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามแต่ถ้าเราลองทำแล้วคิดว่ามันยากเกินกำลัง ก็ให้หาสิ่งที่เราคิดว่าเราพอเีรียนรู้เรื่อง แล้วก็ทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งก่อน แล้วค่อยทำในสิ่งที่มันยากขึ้นไป วันหนึ่งหากเราไปถึงยอดเขาและมองลงมา เราก็จะมีความภูมิใจว่า เฮ้อมันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่นี่นา

หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเบื้ืองต้นมีอะไรบ้าง

ถ้านักเรียนเดินเข้าไปในร้านหนังสือ และลองเปิดดูหนังสือไวยากรณ์สักเล่มซิ บางเล่มหนาเตอะเลย อันนี้เค้าเขียนละเอียดถึงขนาดที่ว่าเจ้าของภาษาเองก็ไม่ได้เรียนลึกขนาดนี้  เปรียบเทียบกับไวยากรณ์ไทยก็ได้ จะมีสักกี่คนที่จะเรียนเจาะลึกลงไปจริงๆ ไม่ค่อยมีหรอก เพราะฉะนั้นให้เรียนเฉพาะที่จำเป็น ๆ ก่อน แล้วค่อยเจาะลึกลงไปอีกที ถ้าเราจะศึกษาในแขนงนั้น ๆ
หลักไวยากรณ์เบื้องต้นที่นักเรียนควรเรียนรู้ให้เข้าใจนั้นต้องตอบคำถามความแตกต่างของภาษาอังกฤษและภาษาไทยต่อไปนี้ได้
  • คำนามต่างกันอย่างไร
  • ทำไมกริยาถึงมีสามช่อง เอาไปใช้อย่างไร
  • เวลามีความเกี่ยวข้องกับคำโครงสร้างภาษาอย่างไร
ถ้าตอบคำถามง่าย ๆ นี้ได้แสดงว่าพอเข้าใจหลักภาษาแล้วละครับ

โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษซับซ้อนไหม

เฮ้อ….นี่แหละสิ่งที่อยากจะบอกว่าให้ใจเย็น ๆ ให้เรียนให้เข้าใจ และค่อยเป็นไป ซึ่งโครงสร้างในที่นี้คือ โครงสร้างของ Tense นั่นแหละ มันมีโครงสร้าง 12 อันก็จริง แต่ว่าที่ใช้บ่อย ก็มีแค่ 5-6 อันเองแหละ ที่เหลือเรียนให้รู้ก็พอ เพราะไม่ค่อยได้ใช้กันเลย
เรื่อง Tense เป็นจุดที่สำคัญที่สุดของหลักภาษาอังกฤษ และเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง เพราะเกี่ยวเนื่องกับเวลาโดยตรง คล้ายกับภาษาบาลี หากใครเคยเรียนก็จะรู้
การทำความเข้าใจเรื่อง Tense ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ใช้จินตนาการหน่อย และยอมรับความแตกต่างระหว่างภาษาให้ได้ แค่นี้เองครับ

เครื่องอัฐบริขาร

อัฐบริขาร คือ ของเครื่องใช้ที่จำเป็น ๘ อย่างสำหรับพระภิกษุสงฆ์ได้แก่
๑.  ผ้าจีวร
๒.  ผ้าสังฆาฎิ
๓.  ผ้าสบง
๔.  ประคดเอว
๕.  มีดโกน
๖.  บาตร
๗.  เข็มเย็บผ้า
๘.  ธมกรก (เครื่องกรองน้ำ)

ในปัจจุบัน กุลบุตรที่ต้องการจะอุปสมบท จะต้องจัดหาเครื่องอัฐบริขารให้ครบ โดยแบ่งเป็น
๑.   ไตรครอง   ๑  ชุด
๒.   ไตรอาศัย  ๑  ชุด
๓.   บาตร       ๑  ชุด
๔.   มีดโกน หินลับมีด เข็มเย็บผ้าพร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย
๕.   ตาลปัตร ย่าม ผ้าเช็ดหน้า ร่ม รองเท้า ปิ่นโต จาน ช้อน ส้อม
๖.   เสื่อ หมอน ผ้าห่ม มุ้ง ไฟฉาย สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ขันน้ำ
๗.   อุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ เช่น โคมไฟ กาต้มน้ำ กระติกน้ำร้อน ฯลฯ

ไตรครอง ได้แก่ อันตรวาสก อุตราสงค์ สังฆาฏิ กายพันธน์ ผ้าอังสะ และผ้ารัดอก
อันตรวาสก คือ ผ้าสบง (สำหรับนุ่ง)
อุตราสงค์ คือ ผ้าจีวร (สำหรับห่ม)
สังฆาฏิ คือ ผ้าสำหรับห่มซ้อนนอกเวลาอากาศหนาว ปกติพระสงฆ์ท่านจะพับไว้แล้วพาดซ้อนบ่า
เวลาห่มดอง (เป็นการห่มจีวรอีกแบบหนึ่งของพระ)
กายพันธน์ คือ ผ้าประคดรัดเอว
ผ้าอังสะ คือ ผ้าสีเหลือง ลักษณะคล้ายเสื้อใช้คล้องไหล่เฉียงบ่าปิดไหล่ซ้าย
พระจะใช้เมื่อเวลาอยู่ที่วัดตามลำพัง (ไม่ต้องห่มจีวรคลุมร่างทั้งผืน)
ผ้ารัดอก คือ ใช้สำหรับรัดจีวรเมื่อเวลาห่มดอง นอกจากนี้ยังมีผ้ากราบ
ใช้สำหรับรองเมื่อเวลากราบและใช้ปูรับของเมื่อเวลาผู้หญิงประเคนของถวาย 
ไตรอาศัย คือ ไตรสำรองอีกชุดหนึ่ง มีจีวร สบง อังสะ และผ้าอาบน้ำฝน
บาตร จะต้องมีเชิงรองหรือที่สำหรับตั้งบาตรพร้อมฝาบาตร  และถลกบาตร สายโยง ถุงตะเคียว
(ได้แก่ ตาข่ายคลุมบาตรและสายโยงสำหรับใช้สะพาย)




วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การแต่งกายในโอกาสต่างๆ

การแต่งกายไปงานประเพณีเราควรแต่งกายให้เหมาะสมกับงานพิธีเพราะเป็นการแสดงถึง
ความเคารพ ความเชื่อถือ ความศรัทธา และความเคารพต่อสถานที่จัดงาน

การแต่งกายไปงานบุญ
เราควรแต่งในชุดที่ดูเรียบร้อยและสีสันที่อ่อนๆสะอาดตา
เพื่อเป็นการให้เกียติเจ้าภาพและสถานที่ในการจัดงานและเพื่อเป็น
การปฏิบัติตาม ข้อกำหนดที่เจ้าภาพกำหนดไว้ ฯลฯ

การแต่งกายไปงานบวช
เราควรแต่งกายในชุดที่เรียบร้อยและสุภาพและควรใส่เสื้อผ้าสีอ่อนๆไม่ฉูดฉาด เพื่อเป็นการให้เกียติเจ้าภาพ
และเพื่อเป็นควรแสดงความเคารพต่อสถานที่ด้วย

การแต่งกายไปงานแต่งงาน
การแต่งกายไปงานแต่งงานเป็นการแสดงถึงการให้ความยินดีกับเจ้าภาพจึงเป็นการแต่งกายในชุดที่ดูสวยงาม
และการแต่งกายไปงานเราควรคำนึงถึงการให้เกียติเจ้าภาพด้วยเช่นเจ้าภาพอาจจะกำหนดการแต่งกายมาเรา
ก็ควรปฏิบัติตามเพื่อเป็นการให้เกียติและเพื่อแสดงความยินดี เช่น แต่งกายในชุดสีขาว สีชมพูหรือเสื้อผ้า
สีอ่อนๆดูสวยงาม เป็นต้น

การแต่งกายไปเที่ยว
แต่งกายไปเที่ยวเป็นการแต่งกายที่สบายๆ เราควรคำนึงถึงสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวและบุคคลที่จะไปกับเรา
หากไปกับผู้ใหญ่ควรดูให้ถูกกาละเทสะด้วย ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด

การแต่งกายไปโรงเรียน
เราควรแต่งตามที่สถาบันการศึกษาที่เราศึกษาอยู่กำหนดให้เพื่อแสดงถึงการเคารพครูอาจารณ์ สถานศึกษา
และแสดงถึงความเป็นระเบียบของสถาบันเรา และรวมทั้งเป็นการฝึกวินัยกับตัวเราเองด้วย

การแต่งกายไปงานศพ
ควรแต่งด้วยเสื้อผ้าชุดสีดำ เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับ
ผู้ตาย ไม่ควรสวมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด เพราะเปรียบเหมือนการ
ไม่เกียรติทั้งผู้ตาย และเจ้าภาพผู้จัดงาน

การแต่งกายไปวัด
วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวพุทธจึงควรปฏิบัติตนต่อวัดด้วยความสุภาพและความเคารพ เพื่อให้เกิดความเป็น
ศิริมงคลแก่ตัวเอง โดยปฏิบัติดังนี้คือ

- ควรแต่งกายให้สะอาดเรียบร้อยสีเรียบ ๆ ไม่มีลวดลายหรือสีฉูดฉาด ไม่รัดรูปเพื่อสะดวกในการกราบไหว้ และทำสมาธิ

- วัดมิใช่ที่ที่คนจะแต่งตัวไปอวดความร่ำรวยกัน วัดควรเป็นที่เราไปเพื่อขัดเกลากิเลสมากกว่า จึงไม่ควรแต่งกายให้หรูหรา
ล้ำสมัยใส่เครื่องประดับรุงรัง ไม่ควรใส่น้ำหอมที่มีกลิ่นรุนแรงจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน

- บุรุษควรแต่งกายเรียบร้อย ไม่ปล่อยชายเสื้อ ทรงผมตัดสั้นหรือหวีเรียบร้อย ไม่ใส่น้ำมันกลิ่นรุนแรงรบกวนผู้อื่น

- สตรีไม่ควรแต่งกายแบบวับ ๆ แวม ๆ หรือใส่เสื้อบางจนเห็นเสื้อชั้นใน กระโปรงไม่ควรสั้นจนน่าเกลียด
หรือผ่าหน้าผ่าหลังเพื่อเปิดเผยร่างกาย

การแต่งกายไปงานมงคล
งานมงคล คือ การทำบุญเลี้ยงพระเพื่อความสุขความเจริญแก่จิตใจ เช่น ทำบุญวันเกิด ขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลสมรส
การแสดงความยินดีในโอกาสต่าง ๆ เป็นต้น ควรแต่งกายดังนี้

- ควรแต่งกายเรียบร้อย สีสวยงามตามสมัยนิยม เหมาะสมกับงาน

- ใส่เครื่องประดับพอประมาณ แต่ไม่ควรหรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินพอดี

- ขนาดพอดี ลุก นั่งได้สะดวก ไม่น่าเกลียด

การแต่งกายไปงานอวมงคล
งานอวมงคล คือ การทำบุญเลี้ยงพระที่เกี่ยวกับเรื่องการตาย นิยมทำกันอยู่ 2 อย่างคือทำบุญ หน้าศพ
เรียกว่าทำบุญ 7 วัน 50 วัน หรือ 100 วัน และทำบุญอัฐิในวันคล้ายวันตายของผู้ล่วงลับ

- ถ้าเป็นงานศพควรเป็นสีขาวหรือสีดำ

- ถ้าเป็นวันทำบุญอัฐ ควรแต่งกายเรียบร้อย สีเรียบ ๆ ไม่มีลวดลายหรือฉูดฉาด จนเกินควร เหมาะสมกับงาน
ไม่ใส่เครื่องประดับหรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินพอดี

หน้าที่พลเมืองดี

           ความหมายของ  สถานภาพ  บทบาท  สิทธิ  เสรีภาพ  และหน้าที่
          1.  สถานภาพ  หมายถึง  ตำแหน่งที่บุคคลได้รับจากการเป็นสมาชิกของสังคม  แบ่งออกเป็นสถานภาพที่ได้มาโดยกำเนิด  เช่น  ลูก  หลาน  คนไทย เป็นต้น  และสถานภาพทางสังคม  เช่น  ครู  นักเรียน  แพทย์  เป็นต้น
         
2.  
บทบาท  หมายถึง  การปฏิบัติตามสิทธิ  หน้าที่อันเนื่องมาจากสถานภาพของบุคคล  เนื่องจากบุคคลมีหลายสถานภาพในคนคนเดียว  ฉะนั้นบทบาทของบุคคลจึงต้องปฏิบัติไปตามสถานภาพในสถานการณ์ตามสถานภาพนั้น ๆ
         
3.  สิทธิ   หมายถึง  อำนาจหรือผลประโยชน์ของบุคคลที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง  เช่น  สิทธิเลือกตั้ง   กฎหมายกำหนดให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์มีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมายมีสิทธิเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
          4.  เสรีภาพ    หมายถึง  ความมีอิสระในการกระทำของบุคคลที่อยู่ในของเขตของกฎหมาย  เช่น  เสรีภาพในการพูด  การเขียน  เป็นต้น
          5.  หน้าที่  หมายถึง  ภาระรับผิดชอบของบุคคลที่จะต้องปฏิบัติ  เช่น  หน้าที่ของบิดาที่มีต่อบุตร  เป็นต้น

หน้าที่ของพลเมืองดีตามรัฐธรรมนูญ
          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  ได้กล่าวถึงหน้าของชนชาวไทยตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งทุกคนจะต้องรักษาและปฏิบัติตามจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอสรุปได้  ดังนี้
          1. การรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
                        - การรักษาชาติ                          - การรักษาศาสนา
                        - การรักษาพระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข          2. การปฏิบัติตามกฎหมาย
          เมื่อเราต้องเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับกฎหมายใดก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้นๆอย่างเคร่งครัด เพราะกฎหมายแต่ละฉบับนั้นได้มีการร่างและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน          3. การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  หน้าที่ = สามารถลงชื่อถอดถอน (20,000 คน) แต่ถ้าไม่มาใช้หน้าที่ก็จะไม่มีสิทธิ์ในการลงสมัครเลือกตั้ง          4. การพัฒนาประเทศ
            4.1. การป้องกันประเทศ
            4.2. การรับราชการทหาร
            4.3. การเสียภาษีอากร
                   - ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา                                  - ภาษีเงินได้นิติบุคคล
                   - ภาษีการค้า                                                             - ค่าอากรแสตมป์           
            4.4. การช่วยเหลือราชการ
            4.5. การศึกษาอบรม
            4.6. การพิทักษ์ปกป้องและสืบสานศิลปะ วัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น
            4.7. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
         5. การปฏิบัติงานตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
 

แนวทางการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตย
พลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตยควรมีแนวทางการปฏิบัติตนดังนี้ คือ
1)  ด้านสังคม  ได้แก่
(1)    การแสดงความคิดอย่างมีเหตุผล
(2)    การรับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่น
(3)    การยอมรับเมื่อผู้อื่นมีเหตุผลที่ดีกว่า
(4)    การตัดสินใจโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
(5)    การเคารพระเบียบของสังคม
(6)    การมีจิตสาธารณะ  คือ  เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมและรักษาสาธารณสมบัติ
2)  ด้านเศรษฐกิจ  ได้แก่
(1)    การประหยัดและอดออมในครอบครัว
(2)    การซื่อสัตย์สุจริตต่ออาชีพที่ทำ
(3)    การพัฒนางานอาชีพให้ก้าวหน้า
(4)    การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
(5)    การสร้างงานและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ  เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย
        และสังคมโลก
(6)    การเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ดี   มีความซื่อสัตย์  ยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ดีต่อชาติเป็น
        สำคัญ
3)  ด้านการเมืองการปกครอง  ได้แก่
(1)    การเคารพกฎหมาย
(2)    การรับฟังข้อคิดเห็นของทุกคนโดยอดทนต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
(3)    การยอมรับในเหตุผลที่ดีกว่า
(4)    การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน
(5)    การกล้าเสนอความคิดเห็นต่อส่วนรวม  กล้าเสนอตนเองในการทำหน้าที่
        สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  หรือสมาชิกวุฒิสภา
(6)    การทำงานอย่างเต็มความสามารถ  เต็มเวลา

การส่งเสริมให้ผู้อื่นปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี
          การที่บุคคลปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยแล้ว  ควรสนับสนุนส่งเสริมให้บุคคลอื่นปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยด้วย  โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้
          1.  การปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตย  โดยยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรมของศาสนาและหลักการของประชาธิปไตยมาใช้ในวิถีการดำรงชีวิตประจำวันเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรอบข้าง
          2.  เผยแพร่  อบรม  หรือสั่งสอนบุคคลในครอบครัว  เพื่อนบ้าน คนในสังคม  ให้ใช้หลักการทางประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตประจำวัน
          3.  สนับสนุนชุมชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย  โดยการบอกเล่า  เขียนบทความเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน
          4.  ชักชวน  หรือสนับสนุนคนดีมีความสามารถในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชน
          5.  เป็นหูเป็นตาให้กับรัฐหรือหน่วยงานของานรัฐในการสนับสนุนคนดี  และกำจัดคนที่เป็นภัยกับสังคมการสนับสนุนให้ผู้อื่นปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตย ควรเป็นจิตสำนึกที่บุคคลพึงปฏิบัติเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ระบบขับถ่าย

ระบบขับถ่าย
        ร่างกายมนุษย์มีกลไกต่าง ๆ คล้ายเครื่องยนต์ ร่างกายต้องใช้พลังงาน การเผาผลาญพลังงานจะเกิดของเสีย ของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออกไปมีอยู่ 2 ประเภท
  1. สารที่เป็นพิษต่อร่างกาย
  2. สารที่มีปริมาณมากเกินความต้องการ
        ระบบการขับถ่าย เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไป ของเสียในรูปแก๊สคือลมหายใจ ของเหลวคือเหงื่อและปัสสาวะ ของเสียในรูปของแข็งคืออุจจาระ
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแข็งคือ ลำไส้ใหญ่(ดูระบบย่อยอาหาร)
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแก๊สคือ ปอด(ดูระบบหายใจ)
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของเหลวคือ ไต และผิวหนัง
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปปัสสาวะ ได้แก่ ไต หลอดไต กระเพาะปัสสาวะ
  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปเหงื่อ คือผิวหนัง ซึ่งมีต่อมเหงื่ออยู่ในผิวหนังทำหน้าที่ขับเหงื่อ

[แก้ไข] การขับถ่ายของเสียทางลำไส้ใหญ่

        การย่อยอาหารซึ่งจะสิ้นสุดลงบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุต ภายในมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 นิ้ว เนื่องจากอาหารที่ลำไส้เล็กย่อยแล้วจะเป็นของเหลวหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ครึ่งแรกคือดูดซึมของเหลว น้ำ เกลือแร่และน้ำตาลกลูโคสที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังจะเป็นที่พักกากอาหารซึ่งมีลักษณะกึ่งของแข็ง ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหลอลื่นเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนไปตามลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำมากเกินไป เนื่องจากกากอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายวัน จะทำให้กากอาหารแข็ง เกิดความลำบากในการขับถ่าย ซึ่งเรียกว่า ท้องผูก

ภาพ:ลำไส้ใหญ่.JPG
สาเหตุของอาการท้องผูก
  1. กินอาหารที่มีกากอาหารน้อย
  2. กินอาหารรสจัด
  3. การถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลาหรือกลั้นอุจจาระติดต่อกันหลายวัน
  4. ดื่มน้ำชา กาแฟ มากเกินไป
  5. สูบบุหรี่จัดเกินไป
  6. เกิดความเครียด หรือความกังวลมาก
         โดยปกติ กากอาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ประมาณวันละ 300-500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้เกิด อุจจาระประมาณวันละ 150 กรัม

[แก้ไข] การขับถ่ายของเสียทางปอด

        เราได้ทราบจากเรื่องระบบหายใจแล้วว่า ปอดคืออวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ น้ำ และ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการแล้วจะออกจากเซลล์แพร่เข้าไปในเส้นเลือด แล้วลำเลียงไปยังปอดเกิดการแพร่ของน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ถุงลมปอดแล้วเคลื่อนผ่านหลอดลมออกจาก ร่างกายทางจมูก

[แก้ไข] การขับถ่ายของเสียทางไต

        จากระบบการหมุนเวียนโลหิต เลือดทั้งหมดในร่างกายจะต้องหมุนเวียนผ่านไต โดยนำสารทั้งที่ยังมีประโยชน์และสารที่ไม่มีประโยชน์แล้วมาที่ไต ของเสียจะถูกไตกำจัดออกมาในรูปปัสสาวะ

ภาพ:ของเสียทางไต.JPG
         ไต มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว มีอยู่ 2 ข้าง ติดอยู่กับด้านหลังของช่องท้องยาวประมาณ 11 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร ตรงกลางเว้าเป็นกรวยไต มีหลอดไตต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ ภายในไตมีหน่วยไตเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก
        กระบวนการขับถ่าย เริ่มจากหลอดเลือดที่นำเลือดมาจากหัวใจ เลือดและสารที่มากับเลือดจะถูกส่งเข้าหน่วยไต หน่วยไตจะกรองสารที่มีอยู่ในเลือด สารที่ยังมีประโยชน์จะถูกหน่วยไตดูดซึมกลับคืนมา ส่วนของเสีย อื่น ๆ จะถูกส่งไปตามหลอดไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะซึ่งมีความจุประมาณครึ่งลิตร
        ในวันหนึ่ง ๆ คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะออกมาประมาณ 1-1.5 ลิตร ปริมาณการขับถ่ายในแต่ละวันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้
  • ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ
  • ชนิดของอาหารและเครื่องดื่ม เช่น แตงโม เหล้า ทำให้การขับถ่ายปัสสาวะมากขึ้น
  • การเสียน้ำของร่างกายทางอื่น

[แก้ไข] การขับถ่ายของเสียทางผิวหนัง

        ในผิวหนังของคนเราสามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทางรูขุมขน ซึ่งสิ่งที่ถูกขับออกมาคือ เหงื่อ

ภาพ:ผิวหนัง.JPG
        เหงื่อที่ถูกขับออกมาทางต่อมเหงื่อ ในเหงื่อประกอบด้วยน้ำประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ สารอื่น ๆ อีก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวกเกลือโซเดียมคลอไรด์ สารอินทรีย์ พวกยูเรีย และมีน้ำตาล แอมโมเนีย กรดแลคตริก และกรดอะมิโนอีกเล็กน้อย
        ประโยชน์ของการระเหยของเหงื่อ คือ เป็นการปรับระดับอุณหภูมิของร่างกาย โดยระบายความร้อนไปกับเหงื่อที่ระเหย ปริมาณเหงื่อที่ถูกขับออกมาจะเกิดขึ้นได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 32 องศาเซลเซียส

[แก้ไข] ประโยชน์ของการขับถ่ายของเสียต่อสุขภาพ

        การขับถ่ายเป็นระบบกำจัดของเสียร่างกายและช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอบด้วย ไต ตับและลำไส้ เป็นต้น การปฏิบัติตนในการขับถ่ายของเสียให้เป็นปกติหรือกิจวัตรประจำวันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ เราไม่ควรให้ร่างกายเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้
        การปัสสาวะ ถือเป็นการขับถ่ายของเสียประการหนึ่ง ที่ร่างกายเราขับเอาน้ำเสียในร่างกายออกมาหากไม่ขับถ่ายออกมาหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานๆ จะทำให้เกิดเป็นโรคนิ่วในไตหรือทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบได้
        การดื่มน้ำ การรับประทานผักผลไม้ทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้สะดวกขึ้น การดื่มน้ำและรับประทานทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารเป็นประจำจะทำให้ร่างกายขับถ่ายของเสียอย่างปกติ

[แก้ไข] การปฏิบัติตนเพื่อดูแลรักษาอวัยวะในระบบขับถ่าย

  1. ดื่มน้ำสะอาดวันละมาก ๆ รับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ
  2. ไม่กลั้นอุจจาระและปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ
  3. ควรอาบน้ำชำระร่างกายทุกวัน
  4. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
  5. ถ้ามีอาการผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์