ความหมายของสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิต มีลักษณะที่สำคัญดังนี้- ต้องมีการเจริญเติบโต
- เคลื่อนไหวได้ด้วยพลังงานที่เกิดขึ้นในร่างกาย
- สืบพันธุ์ได้
- สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
- ประกอบไปด้วยเซลล์
- มีการหายใจ
- มีการขับถ่ายของเสีย
- ต้องกินอาหาร หรือแร่ธาตุต่างๆ
เกณฑ์ในการแยกสิ่งมีชีวิตออกจากสิ่งไม่มีชีวิต ซึ่
การที่เรามองดูสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราแล้วสามารถตอบได้ทันทีว่า สิ่งใดเป็นสิ่งมีชีวิตนั้น เพราะสิ่งมีชีวิตมีลักษณะเฉพาะ กระบวนการทางชีววิทยาเป็นลักษณะเฉพาะประการหนึ่ง ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการแยกสิ่งมีชีวิตออกจากสิ่งไม่มีชีวิต ซึ่งได้แก่- เมแทบอลิซึม คือกระบวนการทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วยกระบวนการการแยกสลาย และกระบวนการสังเคราะห์สาร เพื่อเอาพลังงานมาใช้ประโยชน์ในการทำหน้าที่ต่างๆ เช่น การเจริญเติบโต การสืบพันธุ์
- การตอบสนองต่อสิ่งเร้า ต้องเกิดจากแรงกระทำจากภายในเท่านั้น เช่น ดอกพุดตานจะเปลี่ยนเป็นสีขาวในตอนเช้า และเป็นสีชมพูในตอนเย็น สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็คือ แสง พลูด่างจะเอียงลำต้นเข้าหาแสง ต้นไมยราบจะหุบใบเมื่อได้รับการสัมผัส เป็นต้น ถ้าการเคลื่อนไหวเกิดจากแรงกระทำจากภายนอก เช่น ลมพัดใบไม้ไหว กระดาษปลิวไปตามลม เป็นต้น ไม่ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิต
- การเจริญเติบโต ลักษณะการเจริญเติบโตจะเกิดขึ้นจากภายในออกสู่ภายนอก ทำให้สิ่งมีชีวิตมีขนาดเพิ่มขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปให้เหมาะสมกับต้นแบบของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เช่น เมล็ดพืชงอกเป็นต้นแล้วเติบโตเป็นต้นใหญ่ เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นต้น
- การสืบพันธุ์ เป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่สำคัญที่สุดที่ทำสิ่งมีชีวิตดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ โดยทั่วไปการสืบพันธุ์ไม่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต แต่จำเป็นสำหรับการ
- การปรับตัว สิ่งมีชีวิตต้องมีการปรับตัวเพื่อการอยู่รอด เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ปรับตัวให้เข้ากับกิ่งไม้ที่เกาะอยู่ ความสามารถในการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตเพื่อการดำรงอยู่และแพร่พันธุ์ต่อไปในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนี้เองที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตขึ้นมา สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีความสามารถในการปรับตัวก็จะต้องตายและสูญพันธ์ไป คงเหลือแต่สิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเท่านั้นที่จะดำรงชีวิตอยู่ และสืบลูกหลานต่อไปดำรงเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่
ประเภทของสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะต้องประกอบขึ้นมาจากหน่วยที่เล็กที่สุด ที่เรียกว่า เซลล์ (Cell) สิ่งมีชีวิตโดยทั่วไป สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์- สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว คือ สิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยเซลล์เพียงหนึ่งเซลล์ เช่น อะมีบา ยูกลีนา พารามีเซียม เป็นต้น
- สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ คือ สิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยเซลล์ตั้งแต่สองเซลล์ขึ้นไป เช่น พืช สัตว์ เป็นต้น
การกำเนิดสิ่งมีชีวิต
มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายการเกิดของสิ่งมีชีวิต เช่น ทฤษฎี “spontaneous generation” ที่กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเองจากสิ่งไม่มีชีวิตเช่น กบและแมลงเกิดจากดิน หรือแมลงเกิดจากเนื้อเน่า อย่างไรก็ตามปัจจุบันทฤษฎีดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง เป็นที่ทราบในปัจจุบันว่าสิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน เช่น สุนัขจะให้กำเนิดสุนัข หนอนผีเสื้อเกิดจากผีเสื้อและพัฒนาเป็นผีเสื้อในลำดับต่อมา อย่างไรก็ตามหากสิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งมีชีวิตแล้วสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกมาจากที่ใดหรือเกิดขึ้นได้อย่างไร ?นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษชื่อ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) และ แอลเฟรด รัสเซล วอลแลนซ์ (Alfred Russel Wallance) ได้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก (theory of evolution by natural selection) วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการคัดเลือกตามธรรมชาติ ซึ่งทฤษฏีดังกล่าว กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตหนึ่ง ๆ ภายในชนิดเดียวกัน (สปีชีส์ ; species) จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างซึ่งเราเรียกว่าแตกต่างภายในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันนี้ว่าความผันแปร (variations) โดยความผันแปรดังกล่าว จะเป็นผลให้สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่รอดในได้สภาวะแวดล้อม ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดสภาวะแห้งแล้ง แมลง (variety) ซึ่งมีความสามารถกินอาหารได้หลายชนิดทั้งใบพืชและหญ้า จะสามารถมีชีวิตรอดได้ดีกว่าแมลง (variety) ที่สามารถกินหญ้าได้อย่างเดียว เมื่อสิ่งมีชีวิต (variety) หนึ่งสามารถมีชีวิตได้นานก็สามารถมีลูกหลานได้มากกว่าสิ่งมีชีวิต (variety) อื่นที่มีอายุสั้นและเมื่อเวลาผ่านไปสิ่งมีชีวิต (variety) นั้นจะมีจำนวนมากขึ้นและเกิดเป็นชนิดใหม่ (new species)
สิ่งมีชีวิตเริ่มแรกเกิดขึ้นได้อย่างไร ? แรกเริ่มเดิมทีเมื่อโลกยังร้อนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยบนโลกใบนี้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปโลกเริ่มเย็นตัวลงอุณหภูมิบนโลกจึงเหมาะที่จะเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น โดยทฤษฎีที่ยอมรับเกี่ยวกับการเกิดสิ่งมีชีวิตเริ่มแรก เกิดจากการทำปฏิกิริยากันของสารเคมีซึ่งเกิดขึ้นในทะเล หลังจากนั้นเกิดเป็นสารประกอบพวกโปรตีน กรดอะมิโน และเอนไซม์ สะสมอยู่ในทะเลเป็นจำนวนมาก สำหรับสมมุติฐานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยการทดลองของ สแตนลีย์ มิลเลอร์ (Stanley Miller) โดยมิลเลอร์ได้ทำการจำลองสภาวะซึ่งเป็นระบบปิด หลังจากนั้นได้ใส่ก๊าซมีเทน (CH4) แอมโมเนีย (NH3) ไฮโดรเจน และน้ำ ซึ่งเชื่อว่าสภาวะดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในบรรยากาศของโลกในอดีต หลังจากนั้นให้ความร้อนและทำให้เกิดประกายไฟเกิดเกิดขึ้นภายในระบบที่จัดไว้ หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ มิลเลอร์พบว่าในชุดการทดลองพบกรดอะมิโนและกรดอินทรีย์เกิดขึ้น
สำหรับขั้นตอนต่อมาสารประกอบอินทรีย์จะรวมตัวกันเป็นโมเลกุลอินทรียสารขนาดใหญ่ (macromolecules) และวิวัฒนาการต่อไปจนเกิดเป็นโปรโตเซลล์ (protocell) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเซลล์ มีโครงสร้างของผนังเป็นไขมันและโปรตีน และเกิดการสันดาปภายในเซลล์ได้ หลังจากนั้น โปรโตเซลล์ ซึ่งเชื่อว่ามีอาร์เอ็นเอทำหน้าที่เป็นทั้งสารพันธุกรรมและเอนไซม์ จะวิวัฒน์กลายเป็นเซลล์เริ่มแรกของสิ่งมีชีวิตซึ่งมีความสามารถในการเพิ่มจำนวนหรือสืบพันธุ์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น